การขึ้นภูเขา เดินป่า หรือไปแคมป์บนที่สูง คือสถานการณ์ที่ผิวต้องเจอแสงแดดที่ “โหด” และซับซ้อนกว่าที่เราคิด ทั้งรังสี UV ที่เข้มขึ้น ลมแรง อากาศเย็นและแห้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผิวไหม้ แดง แพ้ และแก่เร็วได้ง่าย โดยเฉพาะในคนผิวแพ้ง่าย การเลือกกันแดดให้ถูกจึงสำคัญกว่าการไปทะเลเสียอีก
ทำไม “ขึ้นภูเขา” ต้องเลือกกันแดดต่างจากไปทะเล
หลายคนคิดว่าแดดแรง = ไปทะเลเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว “ระดับความสูง” มีผลมหาศาลต่อรังสี UV
ประเด็นสำคัญที่ต่างจากการไปทะเลคือ
-
ยิ่งสูง ยิ่งโดนรังสี UV มากขึ้น
โดยทั่วไปทุก ๆ ความสูง 1,000 เมตร รังสี UV จะเพิ่มประมาณ 10–12%
เช่น ขึ้นดอย 2,000 เมตร ผิวคุณอาจโดน UV มากกว่าระดับพื้นราบ 20–25% แม้แดดจะไม่จ้า -
อากาศเย็น หลอกให้ประมาท
เวลาหนาว เรามักไม่รู้สึกแสบผิว จึงรู้ตัวอีกทีตอนผิวแดง ลอก หรือแสบแล้ว ซึ่งคนผิวแพ้ง่ายอาจลุกลามเป็นผื่นได้ง่าย -
แสงสะท้อนจากหมอก หิมะ หรือพื้นหิน
- หมอก/ไอหมอก: ช่วยกระจายแสง UV ให้สะท้อนรอบทิศ
- หิมะ (กรณีต่างประเทศ): สะท้อน UV ได้สูงมากถึง 80–90%
- หิน พื้นดิน แห้ง หญ้า: สะท้อน UV ได้ระดับหนึ่ง ทำให้ผิวโดนแสงจากทั้งด้านบนและด้านล่าง
-
อยู่กลางแจ้งนานกว่าปกติ
เวลาเดินป่า Trekking, Hiking มักอยู่กลางแดดหลายชั่วโมงต่อเนื่อง ทำให้ “ปริมาณรังสีสะสม (UV dose)” สูงมาก ถึงแม้แดดจะดูไม่แรงก็ตาม
ดังนั้นการขึ้นภูเขา จึงต้องใช้กันแดดที่
- ปกป้องได้แรงและเสถียร
- กันน้ำ กันเหงื่อ
- เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
- ใช้ง่ายจนคุณ “ยอมทาซ้ำได้จริง” ตลอดทริป
ทำความเข้าใจค่า SPF, PA และค่าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การอ่านฉลากกันแดดให้เป็นคือจุดเริ่มต้นในการปกป้องผิว
SPF คืออะไร
- SPF (Sun Protection Factor) วัดการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของ
- ผิวไหม้ แดง ลอก
- มะเร็งผิวหนัง
- ค่า SPF สูง = ปกป้อง UVB ได้มากขึ้น ในทางทฤษฎี
- SPF 30 ป้องกัน UVB ได้ประมาณ 96–97%
- SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98%
- SPF 50+ หมายถึง ≥50 (ไม่ใช่ 100%)
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคือ “SPF สูงมาก = อยู่กลางแดดได้ทั้งวัน”
ความจริงคือ:
- ค่า SPF ถือสมมติว่า “ทาในปริมาณมาตรฐาน” (2 มก./ซม² หรือประมาณ 1–1.25 ช้อนชาเต็ม ๆ สำหรับทั้งหน้าและคอ)
- เหงื่อ การเช็ดหน้า สัมผัสหน้าบ่อย ๆ ทำให้กันแดดหลุด
- ต่อให้ใช้ SPF 50+ ก็ยังต้องทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแดด
PA และ Broad Spectrum
-
PA (Protection Grade of UVA) เป็นระบบญี่ปุ่น/เอเชีย ใช้เครื่องหมาย + เพื่อบอกระดับการป้องกัน UVA
- PA+ ป้องกันน้อย
- PA++ ปานกลาง
- PA+++ สูง
- PA++++ สูงมาก
-
UVA คือรังสีที่
- ทะลุเข้าลึกถึงชั้นหนังแท้ ทำลายคอลลาเจน
- ทำให้ผิวแก่เร็ว จุดด่างดำ ฝ้าแดด
- ผ่านกระจกและเมฆได้ดี (แม้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็ยังมี)
-
คำว่า Broad Spectrum คือกันแดดที่ปกป้องได้ทั้ง UVB และ UVA หากไปต่างประเทศที่ไม่มี PA ให้มองหาคำนี้แทน
ค่าอื่นที่น่าสนใจในกันแดดรุ่นใหม่
- PPD / UVA-PF: ตัวเลขวัดระดับ protection ต่อ UVA โดยตรง (ยิ่งสูงยิ่งดี)
- Blue Light / HEV Protection: การป้องกันแสงสีฟ้าจากแดดหรือหน้าจอ ซึ่งอาจมีผลต่อฝ้าและกระตุ้นเม็ดสีในบางคน โดยเฉพาะผิวสีเอเชียที่เป็นฝ้าง่าย
ขึ้นภูเขาควรใช้ SPF เท่าไรดี? ปัจจัยที่ต้องคิดให้ครบ
โดยหลักการสำหรับการขึ้นภูเขา/เดินป่าที่ต้องเจอแดดนานและอยู่ที่สูง:
- ข้อแนะนำพื้นฐานสำหรับภูเขา
- เลือก SPF 50 หรือ SPF 50+
- เลือก PA+++ หรือ PA++++ (ในไทยควรเน้น PA++++ ไปเลย)
- มีกันน้ำ กันเหงื่อ ระบุ “Water Resistant”, “Sweat Resistant” หรือ “Total Protect”
ปัจจัยที่ต้องคิดเพิ่มเติม
-
ระดับความสูง
- เที่ยวดอยในไทย 1,000–2,500 ม. (ดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว ฯลฯ)
→ SPF 50+ / PA++++ ถือว่าเหมาะสม - หากไปเทรกเขาสูงต่างประเทศ 3,000–5,000 ม.
→ เน้น SPF 50+ / PA++++ และต้องทาซ้ำเคร่งครัดมากขึ้น
- เที่ยวดอยในไทย 1,000–2,500 ม. (ดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว ฯลฯ)
-
ฤดูกาล
- หน้าหนาวบนภูเขา: แดดมักจ้า ฟ้าเปิด อากาศใส รังสี UV มักแรงกว่าที่คิด
- หน้าฝน: ถึงมีเมฆมาก UV ก็ยังมาได้ 60–80% แถมลมแรงทำให้กันแดดหลุดเร็ว
- หน้าร้อน: ทั้ง UV และความร้อนสูงขึ้น ระวังผิวไหม้และผื่นแพ้แดด
-
สภาพอากาศในวันนั้น
- แดดจ้า ฟ้าใส → เน้น SPF สูง + ทาซ้ำถี่
- เมฆครึ้มแต่มีหมอก → UVA ยังแรง แนะนำไม่ลด SPF
- ลมแรง/เหงื่อออกมาก → เลือกกันแดดกันน้ำ กันเหงื่อ และทาซ้ำบ่อยขึ้น (ทุก 2 ชั่วโมง)
สรุป: ไปภูเขาในไทย เลือก SPF 50+ / PA++++ เป็นมาตรฐานไว้ก่อน โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่ายหรือเคยมีประวัติฝ้าแดด/ผื่นแพ้แดด
เลือกกันแดดขึ้นภูเขาแบบไหนให้ปกป้องผิวจริง ๆ
สำหรับผิวแพ้ง่าย การเลือกกันแดดไม่ได้ดูแค่ SPF/PA แต่ต้องดู “ภาพรวมสูตร” ด้วย
1. เลือกจาก “ประเภทฟิลเตอร์กันแดด”
- Physical / Mineral Sunscreen
- ใช้สารเช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide
- ข้อดี: อ่อนโยน เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ผิวมีสิว ผิวเด็ก
- ข้อเสีย: อาจวอก หนา หนักผิว ทิ้งคราบขาว โดยเฉพาะคนผิวสองสี
- Chemical Sunscreen
- สารดูดซับ UV แล้วสลายพลังงาน เช่น Uvinul, Tinosorb
- ข้อดี: เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย มักไม่วอก
- ข้อเสีย: บางสูตรอาจระคายเคืองในผิวแพ้ง่าย ถ้าสูตรไม่อ่อนโยน
- Hybrid (ผสม Physical + Chemical)
- ได้ข้อดีผสมกัน เช่น ปกป้องดี เนื้อไม่หนาเกินไป
คนผิวแพ้ง่ายควร:
- มองหากันแดดที่ระบุว่า สำหรับผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin)
- เลี่ยงน้ำหอมจัด แอลกอฮอล์สูง สีสังเคราะห์บางชนิด
- ทดสอบบริเวณหลังใบหูหรือกราม 24–48 ชม. ก่อนใช้จริง
2. เลือกจากเนื้อสัมผัส (Texture)
บนภูเขา คุณต้องมีกันแดดที่ “ทาแล้วไม่ลำบาก” ถึงจะยอมทาซ้ำ
-
เนื้อเจล / Watery / Invisible Water
- เหมาะกับคนผิวมัน–ผสม เหงื่อออกง่าย
- ซึมไว ไม่เหนอะ ทาซ้ำระหว่างวันง่าย
- เช่น กันแดดเนื้อน้ำบางเบาอย่างกลุ่ม Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen หรือ Kindness Freedom Advanced Invisible Water Fresh เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเหนียว
-
เนื้อครีม/มูส
- เหมาะกับผิวแห้ง หรืออากาศหนาว แห้งมาก
- ให้ความชุ่มชื้นเพิ่ม ลดการลอก แห้ง แสบ
-
เนื้อบีบี/มีสี (Tinted Sunscreen)
- ช่วยปรับสีผิวให้เนียนขึ้น ปกปิดรอยแดงเล็กน้อย
- ช่วยบังแสงสีฟ้า (Blue Light) ได้ดีขึ้นหากมีเม็ดสี
- เช่น กันแดดปรับผิวให้เนียนใสอย่าง Kindness Freedom Beauty Bright Up Protect Sunscreen เหมาะสำหรับคนที่อยากลดการลงรองพื้นบนเขา ให้ผิวได้หายใจมากขึ้น
3. กันน้ำ กันเหงื่อ
บนภูเขา เหงื่อ+ไอน้ำ+หมอกทำให้กันแดดหลุดเร็วมาก
ควรมองหาคำว่า
- Water Resistant
- Sweat Resistant
- Water & Sweat Proof
เช่น สูตรแนว Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect ที่เน้นกันน้ำ กันเหงื่อ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือเดินป่า
4. ส่วนผสมที่ควรมี/ควรเลี่ยงในผิวแพ้ง่าย
-
ส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว
- Niacinamide (ช่วยลดการอักเสบ เสริมเกราะผิว)
- Panthenol, Allantoin, Aloe Vera (ช่วยลดแดง ระคายเคือง)
- สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น Vitamin C, Vitamin E
- สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อย่าง Kindness Bright Side Vitamin C Serum ตอนกลางวัน แล้วตามด้วยกันแดด เพื่อช่วยเสริมการปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ
-
ส่วนผสมที่ผิวแพ้ง่าย “ควรระวัง”
- แอลกอฮอล์ปริมาณสูง (ทำให้ผิวแห้งระคาย)
- น้ำหอม (Fragrance/Parfum) ในบางคนอาจแพ้หรือคัน
- Essential Oils บางชนิด (เช่น Citrus Oils) เมื่อเจอแดดอาจกระตุ้นให้ระคายหรือเป็นผื่น
ทริกการทากันแดดบนภูเขาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
แค่ “เลือกถูก” ยังไม่พอ ต้อง “ใช้ให้ถูก” ด้วย
1. ทาในปริมาณที่ “พอจริง ๆ”
- หน้า+คอ ต้องการประมาณ
- 2 ข้อนิ้ว (index & middle finger method) หรือ
- ประมาณ 1–1.25 ช้อนชา
- จุดที่มักพลาด:
- ใบหู
- หลังคอ / ต้นคอ
- หลังมือ
- ริมฝีปาก (ใช้ลิปกันแดด SPF)
2. ทาก่อนออกแดด 15–20 นาที
โดยเฉพาะกันแดดเคมี ควรให้สารกันแดดเซ็ตตัวบนผิวก่อน ไม่ควรทาตอนจะออกจากเต็นท์พอดีแล้วรีบเดินทันที
3. ทาซ้ำบ่อยแค่ไหนบนภูเขา
- หากแดดแรง เดินกลางแจ้งต่อเนื่อง:
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย
- ถ้าเหงื่อออกมาก เช็ดหน้า บ่อย หรือโดนละอองฝน/หมอก:
- อาจต้องทาซ้ำทุก 1.5–2 ชั่วโมง
กลยุทธ์ให้ทาซ้ำได้ง่าย:
- เลือกกันแดดเนื้อเบา เกลี่ยง่าย
- ใช้แบบเนื้อเจลหรือเนื้อน้ำที่ซึมไว ทาทับบาง ๆ ระหว่างวันได้
- หากแต่งหน้า ให้ใช้กระดาษซับมันก่อน แล้วแตะกันแดดเนื้อบางบนจุดที่โดนแดดจัด เช่น โหนกแก้ม จมูก หน้าผาก
4. ใช้ร่วมกับสกินแคร์อื่นอย่างไรให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
ลำดับพื้นฐานตอนเช้า:
- ล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์อ่อนโยน (เช่น Kindness Easy Peasy Makeup Melting Cleanser ถ้าต้องการล้างกันแดด/เมคอัพจากคืนก่อนโดยไม่ทำให้ผิวแห้ง)
- ลงมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นแต่ไม่หนักเกินไป
- เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง Kindness Happy Glow Antioxidant Radiance Moisturizer สำหรับคนที่อยากให้ผิวชุ่มชื้นและดูโกลว์สุขภาพดี
- ลงเซรั่ม (ถ้าใช้) เช่น Vitamin C หรือ Niacinamide
- รอให้สกินแคร์เซ็ตสัก 3–5 นาที
- ทากันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนแต่งหน้า
ทริกสำคัญของคนผิวแพ้ง่าย:
- อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชิ้นพร้อมกันก่อนขึ้นเขา
- ทดสอบทุกตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 7–10 วัน
- หากผิวมีแนวโน้มระคายง่าย ให้เน้นสกินแคร์ “ลดขั้นตอน” เหลือแค่
- Cleanser อ่อนโยน
- Moisturizer
- Sunscreen
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกันแดดเวลาไปเดินป่า/ขึ้นภูเขา
Q1: ถ้าวันนั้นอากาศหนาว หมอกลง ไม่มีแดดเลย ยังต้องทากันแดดไหม?
ยังต้องทา เพราะ
- รังสี UVA ทะลุเมฆและหมอกได้ดี แม้แดดไม่ออกก็ยังมี
- UVA เป็นตัวการหลักของ “ผิวแก่ ฝ้า จุดด่างดำ”
- บนภูเขา ระดับความสูงทำให้รังสี UV โดยรวมแรงกว่าระดับพื้นราบ
ดังนั้น แม้ท้องฟ้าจะครึ้ม ก็ควรทากันแดด SPF 50+ / PA++++ ทุกครั้งก่อนออกจากที่พัก
Q2: ผิวแพ้ง่าย เป็นสิวง่าย ควรเลือกกันแดดแบบไหนขึ้นภูเขา?
แนะนำให้เลือกกันแดดที่
- ระบุ Non-comedogenic (ไม่อุดตันรูขุมขน)
- เนื้อบางเบา เช่น gel, fluid, invisible water
- มีฟิลเตอร์กันแดดที่อ่อนโยน และไม่มีแอลกอฮอล์สูง
- ส่วนผสมปลอบประโลม เช่น Niacinamide, Panthenol
- ทดลองใช้ที่บ้านก่อนขึ้นเขาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
กันแดดแนว Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen หรือ Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect จะตอบโจทย์กลุ่มผิวแพ้ง่าย/มีแนวโน้มเป็นสิว เพราะเนื้อเบาและออกแบบมาสำหรับผิวระคายเคืองง่าย
Q3: ทากันแดดแล้วจำเป็นต้องใส่หมวก เสื้อแขนยาว หรือใช้ร่มอีกไหม?
จำเป็น และถือว่า “ควรทำอย่างยิ่ง” โดยเฉพาะบนภูเขา เพราะ
- กันแดดช่วยลดรังสีได้ 95–98% แต่ไม่ใช่ 100%
- การใช้ หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด เสื้อแขนยาว ผ้าบัฟ ช่วยลดปริมาณ UV ที่จะต้องให้กันแดดบนผิวรับภาระ
- สำหรับคนที่เป็นฝ้า หรือผิวแพ้แดดง่าย การใช้ “วิธีป้องกันเชิงกายภาพ (Physical Protection)” ร่วมกับกันแดดจะช่วยลดโอกาสอาการกำเริบได้มาก
สรุปคือ: บนภูเขา “กันแดดอย่างเดียวไม่พอ” ต้องใช้ทั้งหมวก เสื้อแขนยาว และการหลบแดดร่วมด้วย จึงจะปกป้องผิวได้จริงในระยะยาว โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่ายและมีปัญหาฝ้าแดดอยู่แล้ว
