
ทำความรู้จักกันแดดทาหน้าและกันแดดทาตัว คืออะไร ต่างกันหลักๆ ตรงไหน
กันแดดทุกแบบมีหน้าที่หลักเหมือนกันคือ “ปกป้องผิวจากรังสี UV” ที่มาจากแสงแดดและแสงจากหน้าจอ/หลอดไฟบางชนิด แต่กันแดดทาหน้า (facial sunscreen) กับกันแดดทาตัว (body sunscreen) ถูกออกแบบให้เหมาะกับ “สภาพผิว” และ “การใช้งาน” ที่ต่างกัน
กันแดดทาหน้า (Facial Sunscreen)
- เน้นความอ่อนโยนต่อผิว เพราะผิวหน้าบางและระคายเคืองง่ายกว่าผิวตัว
- เน้นเนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ ไม่ตกร่อง ไม่อุดตันรูขุมขน
- มักใส่ส่วนผสมบำรุงผิวเพิ่ม เช่น Niacinamide, Vitamin C, Hyaluronic Acid, Antioxidant
- บางสูตรออกแบบสำหรับผิวแพ้ง่าย เป็นสิว หรือผิวแห้งเป็นพิเศษ
กันแดดทาตัว (Body Sunscreen)
- ออกแบบให้ปกป้องพื้นที่กว้าง เช่น แขน ขา ลำตัว
- เนื้อกันแดดมัก “หนาแน่นกว่า” หรือมีฟิล์มเคลือบผิวชัดเจน เพื่อทนเหงื่อ น้ำ และการเสียดสีจากเสื้อผ้า
- ให้ปริมาณ SPF สูงในราคาคุ้มค่ากว่า เพราะใช้ต่อครั้งในปริมาณมาก
- ความอ่อนโยนต่อผิวอาจน้อยกว่ากันแดดหน้าเล็กน้อย โดยเฉพาะในคนผิวแพ้ง่าย
จุดต่างหลักๆ
- ความอ่อนโยนและโอกาสอุดตันรูขุมขน – กันแดดหน้าถูกออกแบบให้ “ไม่อุดตัน (non-comedogenic)” มากกว่า
- เนื้อสัมผัส – กันแดดหน้าบางเบา สบายผิว แต่งหน้าทับง่าย ขณะที่กันแดดตัวอาจเหนอะหรือขาวลอยกว่าบ้าง
- ส่วนผสม – กันแดดหน้ามักมี active ingredients ดูแลปัญหาผิว เช่น รอยสิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ
- ราคา – กันแดดหน้ามักราคาสูงกว่า เพราะใช้เทคโนโลยีและส่วนผสมบำรุงผิวมากกว่า
ส่วนผสมและค่า SPF/PA ของกันแดดทาหน้า vs กันแดดทาตัว
SPF และ PA คืออะไร
- SPF (Sun Protection Factor) ป้องกันรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดง แสบแดด
- PA (Protection Grade of UVA) ป้องกันรังสี UVA ที่ทำให้ผิวคล้ำเสีย แก่เร็ว เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
สำหรับคนไทยที่ต้องเจอแดดแรง แนะนำ:
- ผิวหน้า: SPF 30–50+ / PA+++ หรือ PA++++
- ผิวตัว: อย่างน้อย SPF 30+ ถ้ากลางแจ้งจัดควร SPF 50+ PA+++ ขึ้นไป
ชนิดของสารกันแดดหลัก
-
Physical / Mineral Sunscreen
- ใช้สารอย่างเช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide
- ข้อดี: เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองน้อย ปลอดภัยรอบดวงตา
- ข้อเสีย: อาจทำให้ผิวดูขาวลอย (white cast) หรือรู้สึกหนักผิว ถ้าเนื้อไม่ถูกพัฒนาให้บางเบา
-
Chemical Sunscreen
- ใช้สารดูดซับรังสี UV เช่น Tinosorb, Uvinul, Avobenzone ฯลฯ
- ข้อดี: เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ละลายเข้าผิว ไม่ค่อยวอก
- ข้อเสีย: บางคนผิวแพ้ง่ายอาจระคายเคือง แสบหน้า แสบตา
-
Hybrid Sunscreen (ผสมทั้ง Physical + Chemical)
- เน้นข้อดีของทั้งสองแบบ ให้ฟีลบางเบาแต่ปกป้องครอบคลุม
- พบได้บ่อยในกันแดดสูตรสำหรับผิวแพ้ง่ายยุคใหม่
กันแดดทาหน้า vs กันแดดทาตัวในมุมส่วนผสม
- กันแดดหน้า: มักมีสารบำรุงผิวควบคู่กันไป เช่น
- Niacinamide ช่วยลดรอยสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
- Vitamin C, Vitamin E ช่วยเป็น Antioxidant ต้านอนุมูลอิสระจากแดด
- Hyaluronic Acid ช่วยเติมน้ำให้ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งลอก
- กันแดดตัว: มักโฟกัสที่การปกป้อง UV ในงบประมาณที่คุ้มค่า เน้น SPF สูง ปริมาณเยอะ อาจไม่ได้ใส่ active บำรุงผิวมากเท่ากันแดดหน้า
กันแดดทาหน้าเอามาทาตัวได้ไหม? กันแดดทาตัวเอามาทาหน้าได้หรือเปล่า
กันแดดทาหน้าเอามาทาตัว
- โดยหลักการ “ใช้ได้” ปลอดภัยกับผิวตัวแน่นอน
- ข้อดีคือได้ความอ่อนโยนและเนื้อสัมผัสดี แต่ข้อเสียคือ “สิ้นเปลืองมาก” เพราะกันแดดหน้าแพงกว่าต่อมิลลิลิตร
- อาจเหมาะในกรณี: ไปเที่ยวสั้นๆ ลืมพกกันแดดตัว หรืออยากทาซ้ำบนหลังมือ เวลาออกแดดจัด
กันแดดทาตัวเอามาทาหน้า
- สำหรับคนผิวแพ้ง่ายหรือเป็นสิว: ไม่แนะนำอย่างยิ่ง
- เหตุผล:
- เนื้ออาจหนัก เกิดการอุดตันรูขุมขนง่ายขึ้น เสี่ยงสิวอุดตัน/สิวอักเสบ
- บางสูตรมีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารกันเสียที่เข้มข้นกว่ากันแดดหน้า ทำให้ระคายเคืองได้
- อาจแสบตาเมื่อเหงื่อไหลหรือทาใกล้ดวงตา
สรุปสั้นๆ
- กันแดดหน้า → ทาตัวได้ (แต่เปลือง)
- กันแดดตัว → ทาหน้าได้เฉพาะกรณีที่สูตรระบุชัดว่าใช้ได้ทั้งหน้าและตัว และผ่านการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่าย มิฉะนั้นควรหลีกเลี่ยง
เลือกกันแดดทาหน้าอย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิว
การเลือกกันแดดให้ถูกกับ “สภาพผิว” สำคัญมาก โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่าย ผิวมันเป็นสิว หรือผิวแห้งลอกง่าย
1. ผิวมัน / ผิวผสม / เป็นสิวง่าย
โฟกัสที่:
- เนื้อบางเบา ไม่มัน ไม่อุดตันรูขุมขน (Non-comedogenic, Oil-free)
- ซึมเร็ว ไม่เหนอะ ไม่เป็นคราบ
- อาจมีส่วนผสมควบคุมความมัน เช่น Niacinamide
เหมาะกับ:
- กันแดดเนื้อเจล หรือเนื้อน้ำ (water fresh, water-based)
- สูตร invisible / airlight / matte finish
ตัวอย่างแนวกันแดดที่ตอบโจทย์:
- กันแดดสูตร “Invisible Water Fresh” ที่มีฟิลลิ่งแบบน้ำ บางเบา เหมาะกับอากาศร้อนชื้นของไทย เช่น
- Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen – เหมาะกับคนที่ต้องการกันแดดเบาบาง สบายหน้า เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ไม่อยากรู้สึกว่าทากันแดดหนา
2. ผิวแห้ง / ผิวขาดน้ำ / ผิวลอกง่าย
โฟกัสที่:
- กันแดดที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic Acid, Glycerin, Ceramide
- เนื้อครีม/โลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวตึง
- ไม่มีแอลกอฮอล์รุนแรงที่ดึงความชื้นออกจากผิว
เหมาะกับ:
- กันแดดเนื้อครีม หรือ emulsion ที่เคลือบผิวเบาๆ
- สูตรที่ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในตัว จะช่วยลดขั้นตอนสกินแคร์ตอนเช้า
3. ผิวแพ้ง่าย / ผิวเป็นผื่น / แดงง่าย
โฟกัสที่:
- กันแดดสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์รุนแรง สีสังเคราะห์
- เลือก physical หรือ hybrid sunscreen ที่ใช้ Zinc Oxide, Titanium Dioxide เป็นหลัก
- เลี่ยงสารกันแดดเคมีบางชนิดที่ระคายผิว เช่น Oxybenzone, Octinoxate (ถ้ามี)
เหมาะกับ:
- กันแดดที่ระบุชัดว่าเหมาะกับ “Sensitive Skin”
- ถ้าต้องกลางแจ้งบ่อย เลือกสูตรกันน้ำกันเหงื่อ แต่ต้องล้างออกให้สะอาด
ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยซัพพอร์ตผิวแพ้ง่าย:
- ใช้กันแดดอ่อนโยน + คลีนซิ่งที่ล้างกันแดดออกแต่ไม่ทำร้ายเกราะผิว เช่น
- Kindness Easy Peasy Makeup Melting Cleanser – คลีนซิ่งที่ช่วยละลายกันแดด/เมคอัพออกอย่างนุ่มนวล เหมาะมากสำหรับคนผิวแพ้ง่าย
- เสริมด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มี Antioxidant ช่วยซ่อมแซมผิวหลังเจอแดด เช่น
- Kindness Happy Glow Antioxidant Radiance Moisturizer – ช่วยเติมน้ำและสารต้านอนุมูลอิสระ ให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้น
4. ผิวมีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
โฟกัสที่:
- ค่า SPF 50+ PA++++
- มี Antioxidant สูง ช่วยลดผลกระทบจากรังสี UV และมลภาวะ เช่น Vitamin C, Niacinamide
- ใช้ทุกวันและทาซ้ำระหว่างวัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแดด
เหมาะกับ:
- กันแดดที่มีส่วนผสมช่วย “ปรับโทนผิว” หรือ “brightening” เช่น
- Kindness Freedom Beauty Bright Up Protect Sunscreen – กลุ่มที่ช่วยให้ผิวดูเนียนใสขึ้นทันทีที่ทา เหมาะกับคนที่อยากลดขั้นตอนเมคอัพให้ผิวดูไบรท์ขึ้นแบบธรรมชาติ
- เสริมด้วยเซรั่มวิตามินซีตอนเช้า และทากันแดดซ้ำสม่ำเสมอ เช่น
- Kindness Bright Side Vitamin C Serum – ใช้คู่กับกันแดดจะช่วยให้การดูแลรอยดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เลือกกันแดดทาตัวแบบไหนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมกลางแจ้ง
การเลือกกันแดดทาตัวควรดูจาก “กิจกรรมที่ทำ” เป็นหลัก
1. ใช้ในชีวิตประจำวัน (ทำงาน เดินทางในเมือง)
- ช่วงเวลาสัมผัสแดดไม่ยาวนานมาก
- เลือก SPF 30–50+ ก็เพียงพอ
- เนื้อโลชั่นหรือเจลที่ซึมไว ไม่เหนียวติดเสื้อผ้า
- ถ้าไม่ค่อยเหงื่อออก ไม่จำเป็นต้องกันน้ำมาก
2. ออกกำลังกายกลางแจ้ง / เล่นกีฬา / ทะเล / ภูเขา
- ต้องการกันแดดที่ “ทนเหงื่อ ทนน้ำ” (Water resistant / Sweat resistant)
- ค่า SPF 50+ PA+++ ขึ้นไป
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะหลังลงน้ำหรือเช็ดตัว
ตัวอย่างแนวกันแดดที่ตอบโจทย์คนทำกิจกรรมเยอะ:
- สูตรกันน้ำกันเหงื่อ สำหรับผิวแพ้ง่าย เช่น
- Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect – เหมาะกับคนที่ต้องออกแดดแต่ไม่อยากให้ผิวระคายเคือง เนื้อบางเบาแต่ยังให้การปกป้องสูง
3. คนทำงานในร่ม แต่มีแสงจากหน้าจอ/ไฟเยอะ
- แสงจากหน้าจอและหลอดไฟบางชนิดมีส่วนของแสงสีฟ้า (HEV light) ที่อาจกระตุ้นเม็ดสี
- เลือกกันแดดที่ปกป้องได้กว้าง (Broad-spectrum) และมี Antioxidant
- เนื้อเบาสบาย ใช้ได้ทุกวัน ไม่รู้สึกหนักผิว
วิธีทากันแดดตัวให้ได้ประสิทธิภาพ
- ปริมาณที่เหมาะสม: ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ต่อบริเวณร่างกายแต่ละส่วน เช่น แขนสองข้าง 2 ข้อนิ้ว, ขาสองข้าง 2 ข้อนิ้ว ฯลฯ
- ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15–20 นาที
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งต่อเนื่อง
สรุป: ใช้กันแดดแยกหน้ากับตัวดีไหม และควรโฟกัสที่อะไรเป็นหลัก
สำหรับคนไทยผิวแพ้ง่ายหรือมีสิวง่าย แนะนำอย่างยิ่งให้ใช้กันแดดแยกหน้ากับตัว เพราะ:
- ผิวหน้าบอบบางกว่า ต้องการความอ่อนโยนและไม่อุดตันรูขุมขน
- กันแดดหน้ามักมีส่วนผสมบำรุงที่เหมาะกับปัญหาผิวเฉพาะ (สิว ฝ้า กระ ผิวหมอง)
- กันแดดตัวโฟกัสการปกป้องพื้นที่กว้างในงบคุ้มค่า จึงอาจไม่ได้อ่อนโยนเท่าที่ผิวหน้าต้องการ
สิ่งที่ควรโฟกัสเป็นหลักเวลาเลือกกันแดด
- ค่า SPF/PA เพียงพอและเหมาะกับความเข้มแดดที่คุณเจอ
- ความอ่อนโยน – โดยเฉพาะถ้าเป็นผิวแพ้ง่าย ต้องไม่มีน้ำหอมจัด แอลกอฮอล์แรง สีสังเคราะห์
- เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับสภาพผิว – ผิวมันต้องการเนื้อเบา ผิวแห้งต้องการเนื้อชุ่ม
- การล้างออกให้สะอาด – ไม่ว่าจะใช้กันแดดหน้า/ตัว ถ้าไม่ล้างให้เกลี้ยง เสี่ยงสิวอุดตันและผิวอักเสบ
การดูแลผิวที่ถูกต้องคือ “กันแดดทุกวัน + ล้างหน้า/ล้างตัวให้สะอาด + เติมความชุ่มชื้นให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง” เมื่อเกราะผิวดี ผิวจะแพ้น้อยลง ระคายเคืองยากขึ้น และฟื้นตัวจากแดดได้เร็วขึ้น
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกันแดดทาหน้าและกันแดดทาตัว
Q1: ผิวแพ้ง่ายเป็นสิว ควรใช้กันแดดแบบไหนดี?
- เลือกกันแดดที่ระบุว่า สำหรับผิวแพ้ง่าย / Non-comedogenic / Oil-free
- เนื้อบางเบา เช่น water fresh, gel, fluid
- เลี่ยงน้ำหอมจัด แอลกอฮอล์แรง สีสังเคราะห์
- สามารถใช้คลีนซิ่งอ่อนโยน เช่น balm หรือ cleansing milk ทำความสะอาดก่อนล้างหน้าด้วยโฟมอ่อนโยนอีกครั้ง เพื่อลดการอุดตัน เช่น ใช้คลีนซิ่งเนื้อนุ่มละลายกันแดดได้ดี แล้วตามด้วยโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน
Q2: ถ้าอยู่ในออฟฟิศทั้งวัน ต้องทากันแดดซ้ำไหม?
- ถ้าแทบไม่ออกกลางแจ้ง แสงแดดจัดๆ ไม่โดนตรงๆ ทั้งวัน ทากันแดดตอนเช้าให้เพียงพอ (ปริมาณประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับใบหน้าและลำคอ) ถือว่าโอเค
- แต่ถ้ามีเดินออกไปทานข้าวกลางวัน เจอแดดแรง 15–30 นาที แนะนำให้ ทาซ้ำก่อนออกกลางวัน หรือใช้กันแดดแบบเนื้อบาง ทาทับเบาๆ หรือใช้กันแดดที่ให้ฟีลเหมือนเมคอัพเบาๆ จะไม่ทำให้หน้าหนาเกินไป
Q3: จะรู้ได้อย่างไรว่ากันแดดตัวที่ใช้เอามาทาหน้าได้ปลอดภัย?
เช็กตามนี้
- บนฉลากระบุชัดเจนว่า ใช้ได้ทั้ง “face & body” หรือ “suitable for facial use”
- มีคำว่า สำหรับผิวแพ้ง่าย / Hypoallergenic / Dermatologically tested
- ไม่มีน้ำหอมจัด แอลกอฮอล์แรง
- ทดสอบบนผิวบริเวณเล็กๆ ที่กรามหรือหลังใบหู 2–3 วัน ถ้าไม่แดง ไม่คัน ไม่ระคายเคือง จึงค่อยใช้เต็มใบหน้า
หากไม่แน่ใจ ให้ใช้กันแดดที่ออกแบบมาสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะจะปลอดภัยต่อผิวแพ้ง่ายมากกว่า และใช้กันแดดตัวสำหรับแขน ขา ลำตัวตามปกติ เพื่อลดทั้งโอกาสแพ้และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย
