กันแดด vs Sunscreen Lotion คืออะไร ต่างกันจริงไหม?
ในวงการสกินแคร์ภาษาไทย คำว่า “กันแดด” มักใช้เรียกรวม ๆ ถึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ช่วยป้องกันรังสี UV ไม่ว่าจะเป็นครีม เจล โลชั่น หรือสเปรย์ ส่วนคำว่า “Sunscreen Lotion” คือกันแดดชนิดโลชั่นโดยเฉพาะ ซึ่งมีเนื้อเหลวกว่าครีม เกลี่ยง่าย ซึมไว เหมาะกับการใช้ทุกวันหรือทาทั้งตัว
พูดง่าย ๆ คือ:
- “กันแดด” = หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดทั้งหมด
- “Sunscreen Lotion” = กันแดดชนิดโลชั่นที่เนื้อบางเบา
กันแดดทุกชนิดมีหน้าที่หลักเหมือนกันคือ
- ป้องกันรังสี UVB (ทำให้ผิวไหม้ แดง ลอก)
- ป้องกันรังสี UVA (ทำให้ผิวแก่ไว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง)
สำหรับคนผิวแพ้ง่าย สิ่งสำคัญกว่าการเรียกชื่อคือ
- ส่วนผสม (Ingredients)
- ค่า SPF, PA
- เนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่อุดตันหรือระคายเคือง
ตัวอย่างกันแดดเนื้อบางเบาแบบ “Invisible water fresh” ที่ออกแบบมาสำหรับคนไม่ชอบความเหนอะหนะ เช่น
- Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen กันแดดสูตรเบาบาง
- Kindness Freedom Advanced Invisible Water Fresh กันแดดสูตรเบาบาง ปกป้องสูงสุด
จะเหมาะมากกับผิวแพ้ง่ายหรือผิวมันที่ต้องการสัมผัสบางเบา แต่ยังได้การปกป้องเต็มที่
รู้จักค่า SPF และ PA แบบเข้าใจง่าย: ป้องกันอะไรได้บ้าง
SPF คืออะไร?
SPF (Sun Protection Factor) บอกระดับการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักของ
- ผิวแดงไหม้
- ผิวลอก
- เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
ตัวเลข SPF ไม่ได้หมายความว่า “กันแดดได้นานกี่นาที” แบบตรงตัว แต่หมายถึง “ช่วยยืดเวลาที่ผิวจะไหม้แดง” เมื่อเทียบกับการไม่ทาอะไรเลย (โดยอยู่ในปริมาณที่ทาเพียงพอและสภาพแสงจัดเหมือนกัน)
ตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ:
- ถ้าโดยปกติคุณออกแดดแล้วผิวเริ่มแดงใน 10 นาที
- เมื่อใช้กันแดด SPF 30 อย่างถูกวิธี ทฤษฎีคือผิวคุณจะทนแดดได้ยาวขึ้นประมาณ 30 เท่า (10 x 30 = 300 นาที) ก่อนจะแดงพอ ๆ กับตอนที่ไม่ทา
แต่ในชีวิตจริงมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น เหงื่อ การเช็ดหน้า ปริมาณที่ทา ทำให้ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแดด
PA คืออะไร?
PA (Protection Grade of UVA) บอกระดับการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นตัวการของ
- ผิวแก่ก่อนวัย (ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย)
- ฝ้า กระ จุดด่างดำ
- ผิวหมองคล้ำสะสม
ค่า PA แบ่งระดับเป็น
- PA+ = ป้องกัน UVA ระดับน้อย
- PA++ = ปานกลาง
- PA+++ = สูง
- PA++++ = สูงมาก (พบได้บ่อยในกันแดดรุ่นใหม่ ๆ)
คนไทยที่อยู่ในประเทศเขตร้อน แนะนำให้ใช้
- อย่างน้อย PA+++ ขึ้นไป
- โดยเฉพาะคนเป็นฝ้า กระ หรือผิวแพ้ง่ายที่ไวต่อแดด
เลือก SPF เท่าไหร่ดี? ไลฟ์สไตล์แบบไหนควรใช้ค่าไหน
ค่า SPF ที่สูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่า “กันได้ 2 เท่า 3 เท่า” แบบเส้นตรง แต่ต่างกันในเชิงเปอร์เซ็นต์ของรังสี UVB ที่ถูกป้องกัน
ประมาณการคร่าว ๆ (เมื่อทาปริมาณพอเหมาะ):
- SPF 15 ป้องกัน UVB ได้ราว 93%
- SPF 30 ป้องกันได้ราว 97%
- SPF 50 ป้องกันได้ราว 98%
จึงเห็นได้ว่าระหว่าง SPF 30 กับ 50 ต่างกันไม่มากนัก แต่ในสภาพแดดแรงของไทย การเลือก SPF 30–50 จะปลอดภัยและเหมาะสมกว่า
เลือก SPF ตามไลฟ์สไตล์
-
ทำงานในออฟฟิศ อยู่ในที่ร่มเป็นส่วนใหญ่
- ค่าแนะนำ: SPF 30, PA+++ ขึ้นไป
- ใช้เมื่อ:
- นั่งใกล้หน้าต่าง
- ต้องออกไปทานข้าวกลางวัน เดินทางระยะสั้น
- เลือกเนื้อบางเบา ไม่เหนียว เหมาะกับใช้ร่วมกับเมคอัพ เช่น
- โลชั่นหรือเจลกันแดดเนื้อบางเบา
- กันแดดสูตร “Invisible” หรือ “Water Fresh”
-
ทำงานกลางแจ้ง ขับมอเตอร์ไซค์ จัดอีเวนต์กลางแดด
- ค่าแนะนำ: SPF 50 / SPF 50+, PA++++
- คุณสมบัติที่ควรมี:
- กันน้ำ กันเหงื่อ (Water Resistant)
- ฟิล์มติดผิวดี ไม่ไหลเยิ้ม
- เหมาะกับกันแดดแนว “Total Protect” หรือ “Sport sunscreen” เช่น
- Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect กันแดดกันน้ำ กันเหงื่อ เนื้อเบาสำหรับผิวแพ้ง่าย
-
สายออกกำลังกายกลางแจ้ง ว่ายน้ำ วิ่งมาราธอน
- ค่าแนะนำ: SPF 50+, PA++++
- เน้น: กันน้ำ กันเหงื่อสูง ต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และหลังเล่นน้ำ/เช็ดตัว
-
ผิวแพ้ง่าย ผิวเป็นสิว ต้องการใช้ทุกวันในชีวิตประจำวัน
- ค่าแนะนำ: SPF 30–50, PA+++ หรือ PA++++
- ให้ความสำคัญกับ:
- สูตรไม่มีน้ำหอม (Fragrance-free)
- ไม่มีแอลกอฮอล์รุนแรง
- Non-comedogenic (ไม่อุดตันรูขุมขน)
- เลือกกันแดดเนื้อบางเบา ไม่เคลือบผิวจนหนาเกินไป
เลือกค่า PA อย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวและระดับแสงแดด
สำหรับสภาพอากาศประเทศไทย รังสี UVA มาตลอดทั้งปี แม้วันครึ้มฟ้าฝน แนะนำให้ดูค่า PA ควบคู่กับ SPF เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้ที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1. ผิวแพ้ง่าย / ผิวเป็นฝ้า กระ / ผิวไวต่อแสง
- แนะนำ: PA++++
- เหตุผล: UVA สามารถทะลุกระจกเมฆ หมอกได้ดี เป็นตัวเร่งฝ้า กระ และทำให้ผิวอักเสบซ้ำ ๆ
- เลือกสูตรที่มีส่วนผสมช่วยปลอบประโลม เช่น
- Niacinamide (ช่วยลดการอักเสบ เสริมเกราะผิว และลดรอยดำ)
- Centella Asiatica, Allantoin, Panthenol
2. ผิวหมองคล้ำง่าย อยากคุมโทนสีผิวไม่ให้ดรอป
- แนะนำ: PA+++ หรือ PA++++
- มองหากันแดดที่มีสาร Antioxidant ช่วยเสริมการป้องกัน เช่น
- Vitamin C, Vitamin E
- Resveratrol, Green tea extract
- สามารถใช้ร่วมกับเซรั่มบำรุงผิวหมองคล้ำ เช่น
- Kindness Bright Side Vitamin C Serum เพื่อช่วยลดผิวหมอง และใช้กันแดดเป็นตัวล็อกผลลัพธ์
3. ใช้เวลากลางแจ้งบ่อย แม้เป็นระยะสั้น ๆ
- การเดินไป BTS, ขึ้น–ลงรถ, ขี่มอเตอร์ไซค์ระยะใกล้ แต่ทุกวัน ผลรวมของ UVA ที่ได้รับสูงมาก
- แนะนำ: PA++++ เป็นมาตรฐานไปเลยสำหรับชีวิตในเมืองไทย
กันแดดแบบครีม, โลชั่น, เจล, สเปรย์ เลือกเนื้อแบบไหนให้ตรงกับสภาพผิว
การเลือก “เนื้อกันแดด” สำคัญไม่แพ้การเลือก SPF/PA เพราะถ้าเนื้อไม่ถูกใจ เรามักใช้จริงไม่สม่ำเสมอหรือน้อยเกินไป ทำให้การป้องกันไม่เพียงพอ
1. เนื้อครีม (Cream)
- ข้อดี: ชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ และผิวแพ้ง่ายที่ต้องการเกราะป้องกันเพิ่ม
- ข้อเสีย: อาจรู้สึกหนักหน้าสำหรับผิวมัน หรืออากาศร้อน
- เหมาะกับ:
- ผิวแห้ง–แห้งมาก
- ผิวแพ้ง่ายที่เกราะผิวบาง
2. เนื้อโลชั่น (Lotion / Sunscreen Lotion)
- ข้อดี: บางเบากว่าครีม เกลี่ยง่าย ใช้ได้ทั้งหน้าและตัว
- เหมาะกับ: ผิวธรรมดา–มัน ผิวผสม
- ถ้าเป็นสูตร “Water Fresh” หรือ “Invisible” มักให้สัมผัสใกล้เคียงกับน้ำ ซึมไว ไม่หนักหน้า เช่น
- Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen
- Kindness Freedom Advanced Invisible Water Fresh
3. เนื้อเจล (Gel / Watery Gel)
- ข้อดี: เย็นสบาย บางเบามาก เหมาะกับคนไม่ชอบความเหนอะหนะ
- เหมาะกับ:
- ผิวมัน ผิวผสม
- คนเป็นสิวง่าย
- ต้องระวัง: สูตรที่มีแอลกอฮอล์สูงเกินไป อาจทำให้ผิวแพ้ง่ายระคายเคือง
4. เนื้อฟลูอิด / Airy / Airlight
- เป็นเนื้อระหว่างโลชั่นกับเจล บางเบา ลักษณะคล้ายน้ำนม เกลี่ยง่าย
- เหมาะกับผิวแพ้ง่ายที่ต้องการบางเบาแต่ผิวไม่แห้งจนเกินไป
- เช่นสูตร “Sensitive Airlight” ที่ออกแบบมาให้คนผิวแพ้ง่ายใช้ได้
5. เนื้อสเปรย์ (Spray)
- ข้อดี: สะดวก ใช้ทาซ้ำระหว่างวันได้ง่าย โดยเฉพาะบนตัวหรือบริเวณกว้าง
- ข้อเสีย: ยากต่อการควบคุมปริมาณบนผิวหน้า และอาจสูดดมละอองเข้าสู่ทางเดินหายใจ
- แนะนำ:
- ใช้สเปรย์เสริมจากการทาครีมหรือโลชั่นกันแดดเป็นหลัก
- สำหรับหน้า ควรฉีดใส่มือแล้วลูบแทนการฉีดตรง ๆ
สำหรับคนผิวแพ้ง่าย การเลือกกันแดดควรดูฉลากเพิ่มว่า
- ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์รุนแรง สีสังเคราะห์จัด ๆ
- ใช้สารกันแดดแบบ Physical (เช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide) หรือผสมกับสารกันแดด Chemical รุ่นใหม่ที่อ่อนโยน
- ผ่านการทดสอบ Dermatologically tested หรือสำหรับ Sensitive skin
วิธีใช้กันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด (ทาเท่าไหร่ ทาบ่อยแค่ไหน)
แม้จะเลือกกันแดดดีแค่ไหน ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก
ปริมาณที่ควรใช้
ใบหน้าและลำคอ
- ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ (Finger lengths) หรือประมาณ 1/3 ช้อนชา
- เทคนิค: บีบกันแดดลงนิ้วชี้และนิ้วกลางให้ยาวเต็มสองข้อนิ้ว แล้วค่อยแตะเป็นจุด ๆ ทั่วหน้าและคอ
ทาทั่วตัว
- โดยประมาณ 1–2 ช้อนโต๊ะ ขึ้นกับรูปร่าง
- อย่าลืมบริเวณที่มักถูกละเลย เช่น หลังคอ ใบหู หลังมือ
ความถี่ในการทา
- อยู่ในออฟฟิศ ออกแดดระยะสั้น ๆ:
- ทาซ้ำทุก 3–4 ชั่วโมง ถ้ามีเหงื่อ/ซับหน้า/ซับมันบ่อย
- ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ เล่นกีฬา:
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
- ทาซ้ำหลังว่ายน้ำหรือเช็ดตัวทันที แม้จะเป็นสูตร Water Resistant
ลำดับการใช้ในสกินแคร์รูทีน
เช้า (สำหรับผิวแพ้ง่าย) สามารถจัดแบบเรียบง่ายได้ดังนี้
- คลีนเซอร์อ่อนโยน เช่น คลีนซิ่งบาล์มหรือเจลล้างหน้า สำหรับล้างความมันและกันแดดตกค้าง เช่น
- Kindness Easy Peasy Makeup Melting Cleanser
- เซรั่มบำรุง (ถ้าต้องการ) เช่น Vitamin C, Niacinamide
- มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (สำหรับผิวแห้ง หรือผิวที่เกราะผิวอ่อนแอ) เช่น
- Kindness Happy Glow Antioxidant Radiance Moisturizer สำหรับเติมความชุ่มชื้นและสารต้านอนุมูลอิสระ
- กันแดด (ขั้นตอนสุดท้ายก่อนเมคอัพ)
กันแดดควรเป็น “ตัวสุดท้าย” ในสกินแคร์ตอนเช้า และ “ต้องใช้ทุกวัน” แม้วันที่ไม่ออกจากบ้าน เพราะ UVA ผ่านกระจกหน้าต่างและเมฆได้
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกันแดดและ Sunscreen Lotion
1. ผิวแพ้ง่าย ควรใช้กันแดดแบบ Physical หรือ Chemical ดีกว่า?
- กันแดดแบบ Physical (ใช้ Zinc Oxide, Titanium Dioxide)
- ข้อดี: ระคายเคืองน้อย เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ผิวเด็ก ผิวหลังทำเลเซอร์
- ข้อเสีย: อาจทิ้งคราบขาว หนา หนักหน้า ถ้าเทคโนโลยีไม่ดีพอ
- กันแดดแบบ Chemical
- ข้อดี: เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ละลายไปกับผิว ไม่ค่อยทิ้งคราบ
- ข้อเสีย: บางชนิดรุ่นเก่า ๆ อาจระคายเคืองหรือทำให้แสบตาได้
สำหรับผิวแพ้ง่ายในปัจจุบัน สามารถเลือกใช้กันแดดแบบผสม (Hybrid) ที่ใช้ทั้ง Physical และ Chemical รุ่นใหม่ที่อ่อนโยน เนื้อบางเบา และผ่านการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่ายได้ จะได้ทั้งความสบายผิวและการปกป้องที่ดี
2. ทากันแดดในรองพื้นหรือคุชชั่นอย่างเดียวพอไหม?
ส่วนใหญ่ “กันแดดในเมคอัพ” ไม่เพียงพอ เพราะ
- ปริมาณที่เราทารองพื้น/คุชชั่น “น้อยกว่าที่ต้องใช้” ในการให้ได้ค่า SPF ตามฉลากมาก
- ถ้าต้องทาให้ถึงปริมาณนั้น เมคอัพจะดูหนาเกินไป
แนวทางที่แนะนำ:
- ให้ใช้ “กันแดดโดยเฉพาะ” เป็นชั้นหลักก่อนเสมอ
- เมคอัพที่มี SPF ถือเป็นเพียง “ตัวเสริม” เพิ่มเลเยอร์ป้องกัน
3. ถ้าอยู่ในบ้านทั้งวัน ไม่ออกแดดเลย ยังต้องทากันแดดไหม?
คำตอบคือ “ควรทา” โดยเฉพาะถ้า
- มีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา
- ใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เป็นเวลานาน (แม้แสงจากหน้าจอมีผลน้อยกว่า UV แต่สำหรับคนเป็นฝ้าหรือผิวไวต่อแสง แสงที่ผสมกับ UV รอบตัวก็มีผลสะสม)
ดังนั้น การทากันแดด SPF 30 PA+++ อย่างน้อย 1 ครั้งในตอนเช้า แม้อยู่ในบ้าน เป็นหนึ่งในพื้นฐานของการดูแลผิวที่สำคัญสำหรับคนผิวแพ้ง่ายและผิวที่กังวลเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำในระยะยาว
