
ทำความรู้จักค่า SPF คืออะไร ปกป้องผิวจากอะไรบ้าง
SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่บอกความสามารถของกันแดดในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักของ
- ผิวไหม้แดด (Sunburn)
- ผิวแดง แสบร้อน
- เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
หลักการง่าย ๆ ของ SPF คือ
SPF = เวลาที่ผิวเราทนแดดได้เมื่อทากันแดด / เวลาที่ผิวทนแดดได้โดยไม่ทา
เช่น ถ้าปกติออกแดด 10 นาทีผิวเริ่มแดง ถ้าใช้กันแดด SPF 30 อย่างถูกต้อง ผิวจะเริ่มแดงช้าลงประมาณ 30 เท่า (เชิงทฤษฎี) หรือประมาณ 300 นาที ภายใต้สภาพแสงแดดคงที่และทากันแดดในปริมาณที่เพียงพอ
รังสี UV ที่ทำร้ายผิวมี 2 กลุ่มสำคัญ
- UVB (Burning Ray)
- ทำให้ผิวไหม้ แดง แสบ
- เป็นตัวที่ค่า SPF ปกป้องโดยตรง
- UVA (Aging Ray)
- ทำร้ายผิวลึกถึงชั้นหนังแท้
- ทำให้คอลลาเจนเสื่อม เกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย
- กระตุ้นเม็ดสี ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
- เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังเช่นกัน
ดังนั้นการเลือกกันแดดที่ดี ไม่ใช่ดูแค่ค่า SPF แต่ต้องมองหากันแดดที่ปกป้องได้ทั้ง UVA และ UVB หรือที่เรียกว่า Broad Spectrum บนฉลากมักจะระบุเป็น
- SPF XX (สำหรับ UVB)
- PA+, PA++, PA+++, PA++++ (สำหรับ UVA)
ยิ่ง “+” เยอะ ยิ่งกันรังสี UVA ได้ดีขึ้น เหมาะกับคนที่กังวลเรื่อง ฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย เป็นพิเศษ
SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันแค่ไหน? เปอร์เซ็นต์การกันแดดและระยะเวลาการปกป้อง
หลายคนเข้าใจว่า SPF 50 ดีกว่า SPF 30 แบบทิ้งห่างมาก หรือกันแดดได้ 50% กับ 30% ซึ่งไม่ถูกต้องนัก ความต่างที่แท้จริงคือ
เปอร์เซ็นต์การป้องกันรังสี UVB
หากทาในปริมาณ ที่ถูกต้องเพียงพอ (สำหรับใบหน้าประมาณ 2 ข้อนิ้ว หรือ 1/3 ช้อนชา)
- SPF 30
- ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 96–97%
- SPF 50
- ป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 98%
จะเห็นว่าความต่างอยู่เพียง ประมาณ 1–2% แต่สำหรับคนผิวแพ้ง่าย เป็นฝ้าง่าย หรือผิวคล้ำง่าย ความต่างเล็กน้อยนี้ อาจมีผลในระยะยาว โดยเฉพาะในวันที่แดดจัด หรืออยู่กลางแจ้งนาน ๆ
ระยะเวลาการปกป้อง
ตามทฤษฎี SPF ที่มากขึ้นคือการยืด “เวลาไหม้แดด” ออกไป แต่ในชีวิตจริงมีปัจจัยแทรก เช่น
- เหงื่อออก
- การเช็ดหน้า ซับหน้า
- การสัมผัสผิวบ่อย ๆ
- การลงกันแดดไม่ครบทุกส่วน และทาไม่หนาพอ
ดังนั้นแม้จะใช้ SPF 50 แต่ถ้า ไม่ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง การปกป้องจริงก็ลดลงมาก
สรุป
- SPF 50 ให้การกันแดด “สูงกว่าเล็กน้อย” แต่สำคัญกับคนที่
- ผิวขาวมาก
- ผิวแพ้ง่าย เป็นฝ้ากระง่าย
- ต้องออกแดดจัดนาน ๆ
- ถ้าใช้ในชีวิตประจำวัน เดินในที่ร่ม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า SPF 30 ที่ทาได้ทุกวันและทาซ้ำได้จริง มักจะดีกว่า SPF 50 ที่เหนียวจนทาไม่ไหว
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเวลาเลือก SPF: สีผิว ไลฟ์สไตล์ สภาพผิว และสภาพแสงแดด
1. สีผิว (Skin Phototype)
คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผิวเบอร์ 3–4 (ตาม Fitzpatrick Scale) คือ
- ผิวขาวเหลือง – ขาวอมชมพู: ไหม้แดดง่าย เป็นฝ้า กระได้ชัด
- ผิวขาวปานกลาง – ผิวสองสี: ไหม้ก่อนแล้วค่อยคล้ำ
- ผิวเข้ม: คล้ำนิดหน่อย แต่ไม่ค่อยไหม้แดงชัด
ยิ่งผิวขาวมาก ยิ่งควรใช้ SPF สูงขึ้น (30–50) และต้อง เน้น PA++++ เพราะเสี่ยงต่อฝ้า กระ ริ้วรอยมากกว่า
2. ไลฟ์สไตล์
- ทำงานออฟฟิศ เดินในร่ม ออกแดดสั้น ๆ
- SPF 30–50 ก็เพียงพอ
- เน้นความรู้สึกเบาสบาย ไม่อุดตัน จะทาได้ทุกวัน
- ขับรถกลางวันนาน ๆ / ริมหน้าต่าง / ทำงานกลางแจ้ง
- แนะนำ SPF 50 / PA++++
- กันน้ำ กันเหงื่อ และต้องทาซ้ำ
- เล่นกีฬา กลางแจ้ง ว่ายน้ำ ทะเล ภูเขา
- SPF 50 / PA++++
- Water Resistant หรือ Sweat Resistant
3. สภาพผิว
- ผิวมัน-เป็นสิวง่าย: เลือกเนื้อเบา Oil-free, Non-comedogenic
- ผิวแห้ง-ลอกง่าย: เลือกเนื้อครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้น
- ผิวแพ้ง่าย-ผิวบอบบาง: มองหากันแดดที่
- ปราศจากแอลกอฮอล์รุนแรง
- ไม่มีน้ำหอมจัด
- ใช้สารกันแดดกลุ่ม Physical เช่น Zinc Oxide, Titanium Dioxide หรือสูตร Hybrid ที่ออกแบบมาสำหรับผิวแพ้ง่าย
4. สภาพแสงแดดและสถานที่
- อยู่ในไทย แดดแรงตลอดปี โดยเฉพาะช่วง 10.00–15.00 น.
- อยู่ที่สูง เช่น ภูเขา แสง UV จะแรงขึ้น
- ใกล้ทะเล ผิวน้ำและทรายสะท้อนรังสี UV ทำให้ผิวรับ UV มากกว่าปกติ
ในบริบทประเทศไทย การใช้กันแดด อย่างน้อย SPF 30 / PA+++ ขึ้นไปทุกวัน ถือเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ควรทำ
เลือกกันแดด SPF 30 หรือ SPF 50 แบบไหนดีให้เหมาะกับผิวแต่ละประเภท
ผิวแพ้ง่าย / ผิวที่มีปัญหาแดง คัน ระคายเคืองง่าย
- แนะนำเลือก
- สูตร Fragrance-free หรือกลิ่นอ่อนมาก
- ไม่มีแอลกอฮอล์ระคายเคือง
- มีสารปลอบประโลมผิว เช่น Niacinamide, Allantoin, Panthenol
- เนื้อบางเบา ไม่อุดตัน
- SPF ที่แนะนำ
- อยู่ในไทย: SPF 30–50 / PA+++ ถึง PA++++
- ถ้าต้องออกแดดบ่อยหรือมีกระ ฝ้า: เน้น SPF 50
ตัวอย่างแนวกันแดดที่เหมาะ เช่น
- กันแดดเนื้อเจลน้ำบางเบา ช่วยลดโอกาสอุดตัน เช่นกลุ่ม Invisible Water Fresh Sunscreen ของ Kindness ที่ออกแบบมาให้เนื้อสัมผัสเบาสบายสำหรับผิวแพ้ง่าย
ผิวมัน / ผิวเป็นสิวง่าย
- มองหาคำว่า
- Oil-free, Non-comedogenic
- เนื้อเจล, Fluid, Watery, Airy
- SPF ที่แนะนำ:
- ใช้ได้ทั้ง SPF 30 หรือ 50 แล้วแต่ระดับการออกแดด
- ถ้าเป็นสิวง่าย ให้เลี่ยงกันแดดที่
- เนื้อหนัก เหนียว
- มีน้ำมันเข้มข้น หรือซิลิโคนหนัก ๆ หลายชนิด
สูตรที่ใกล้เคียงกับความต้องการนี้ เช่น
- Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen – เนื้อบางเบา สบายผิว ไม่หนักหน้า
- Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect – เหมาะกับคนผิวแพ้ง่าย ที่อยากได้ทั้งกันน้ำ กันเหงื่อ และไม่รู้สึกเหนอะหน้า
ผิวแห้ง / ผิวขาดน้ำ
- เลือกกันแดดที่มีคุณสมบัติคล้ายมอยส์เจอร์ไรเซอร์
- มีสารให้ความชุ่มชื้น เช่น Glycerin, Hyaluronic Acid
- อาจใช้ควบคู่กับครีมบำรุงก่อนทากันแดด
- SPF ที่แนะนำ
- ถ้าอยู่ในออฟฟิศส่วนใหญ่: SPF 30 ก็เพียงพอ
- ถ้าออกแดดจัด: SPF 50 / PA+++ ขึ้นไป
สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เช่น
- Kindness Happy Glow Antioxidant Radiance Moisturizer ก่อนทากันแดด เพื่อให้ผิวไม่แห้งลอกเมื่อใช้กันแดดต่อเนื่อง
ผิวผสม / ผิวธรรมดา
- เลือกกันแดดเนื้อบางเบา ซึมเร็ว ไม่ทำให้ T-zone มันเกินไป
- ใช้ SPF 30–50 แล้วแต่ลักษณะการออกแดด
- ถ้าอยากให้ผิวดูโกลว์ เนียนใส สามารถเลือกกันแดดที่มีคุณสมบัติ “ปรับโทนผิว” เช่น
- Kindness Freedom Beauty Bright Up Protect Sunscreen ประเภทนี้มักช่วยให้ผิวดูเนียนขึ้นเล็กน้อย เหมือนทาเบสเบา ๆ
เคล็ดลับทากันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งหน้าและตัว
-
ปริมาณสำคัญกว่าค่า SPF
- ใบหน้าและลำคอ: ประมาณ 2 ข้อนิ้ว หรือ 1/3 ช้อนชา
- ตัว: ใช้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อแขนข้างหนึ่ง หรือประมาณ 1 แก้วช็อตสำหรับทั้งตัว
-
ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15–20 นาที
- โดยเฉพาะกันแดดเคมี (Chemical Sunscreen) ต้องใช้เวลาซึมและตั้งตัวในผิว
-
ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง เมื่อ
- อยู่กลางแจ้ง
- เหงื่อออกมาก
- ว่ายน้ำ หรือถูกน้ำ สัมผัสผ้าเช็ดตัว
-
ไม่ลืมจุดที่มักถูกมองข้าม
- ใบหู
- หลังคอ
- ท้ายทอย
- หลังมือ
- ริมฝีปาก (ควรใช้ลิปบาล์มมี SPF)
-
ล้างกันแดดให้สะอาดทุกวัน
- กันแดดโดยเฉพาะสูตรกันน้ำ กันเหงื่อ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม
- ผิวแพ้ง่ายควรใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยน เช่น Kindness Easy Peasy Makeup Melting Cleanser เพื่อป้องกันการสะสมของกันแดดและลดการอุดตัน
-
เสริมเกราะป้องกันผิวด้วยสกินแคร์ที่เหมาะสม
- หลังล้างหน้า ควรใช้ซีรั่มและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยซ่อมแซมผิว เช่น Vitamin C, Niacinamide, Antioxidants
- เช่น Kindness Bright Side Vitamin C Serum ร่วมกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์ จะช่วยลดจุดด่างดำจากแดดและเสริมเกราะป้องกันผิว
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SPF 30 และ SPF 50
Q1: ถ้าทา SPF 50 แปลว่าไม่ต้องทาซ้ำทั้งวันจริงไหม?
ไม่จริง การทาซ้ำสำคัญกว่าค่า SPF ต่อให้ใช้ SPF 50 ถ้าเหงื่อออก ถูกน้ำ หรือมีการเช็ดหน้า กันแดดก็หลุดและประสิทธิภาพลดลง ควรทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเสมอ
Q2: ผิวแพ้ง่ายควรใช้กันแดดแบบ Physical หรือ Chemical ดีกว่า?
ผิวแพ้ง่ายมักทนกันแดดแบบ Physical (Mineral) หรือสูตร Hybrid ที่อ่อนโยน ได้ดีกว่า เพราะใช้สารอย่าง Zinc Oxide, Titanium Dioxide ที่ระคายเคืองน้อย แต่ถ้าเป็นกันแดด Chemical สูตรใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่มีแอลกอฮอล์รุนแรง ไม่มีน้ำหอม ก็ใช้ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือทดลองบนท้องแขนก่อน และสังเกตอาการระคายเคือง
Q3: ถ้าใช้สกินแคร์พวก Vitamin C, AHA, BHA ต้องใช้ SPF เท่าไหร่?
กลุ่มนี้ทำให้ผิวไวแดดขึ้น (Photosensitivity) จึงควรใช้กันแดดอย่างน้อย
- SPF 30 / PA+++ ทุกวัน แม้ไม่ออกแดดจัด
- ถ้ามีโอกาสโดนแดดกลางวันบ่อย แนะนำ SPF 50 / PA++++ และต้องทาซ้ำ พร้อมเลี่ยงแดดจัดช่วง 10.00–15.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า กระ และรอยดำตามมาในระยะยาว
