
ทำความรู้จักค่า SPF, PA และรังสี UVA/UVB แบบเข้าใจง่าย
กันแดดไม่ได้มีแค่ตัวเลข SPF ที่ควรดู แต่ “ค่า PA” ก็สำคัญมาก โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่ายหรือกังวลเรื่องริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ การเข้าใจทั้ง SPF และ PA จะช่วยให้เลือกกันแดดได้ตรงกับปัญหาผิวจริงๆ
ก่อนอื่นต้องรู้จักรังสี UV สองกลุ่มหลักที่ทำร้ายผิว
รังสี UVB (Burning ray)
- เป็นตัวการทำให้ “ผิวไหม้แดด” แดง แสบ ลอก
- พลังงานสูงแต่ทะลุได้ไม่ลึกนัก ส่วนใหญ่กระทบชั้นผิวด้านบน (epidermis)
- เกี่ยวข้องกับ “ค่า SPF” โดยตรง
- มากที่สุดช่วงสายถึงบ่าย (ประมาณ 10.00–15.00 น.)
- ทำให้สีผิวคล้ำไม่สม่ำเสมอ และมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง
รังสี UVA (Aging ray)
- ทะลุได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ไปทำลายคอลลาเจน อีลาสติน
- เป็นตัวการหลักของ “ริ้วรอยก่อนวัย ผิวหย่อนคล้อย ฝ้า กระ จุดด่างดำ”
- มีตลอดทั้งวัน แม้วันที่ฟ้าครึ้ม หรืออยู่ในอาคารใกล้หน้าต่าง
- ทะลุผ่านกระจกได้ และยังทำร้ายผิวในระยะยาวแบบเรามักไม่รู้ตัว
ดังนั้น
- SPF = ป้องกัน UVB (กันผิวไหม้แดด)
- PA = ป้องกัน UVA (กันแก่ก่อนวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำ)
การเลือกกันแดดที่ดีจึงควรดูทั้ง SPF และ PA ไม่ใช่ดูแค่ตัวใดตัวหนึ่ง โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่าย เพราะมักมีเกราะป้องกันผิว (skin barrier) บางและระคายเคืองง่าย การโดนรังสี UV จะยิ่งกระตุ้นการอักเสบ ทำให้ผิวแดงง่าย แสบ คัน และเกิดรอยดำหลังสิวได้ชัดกว่าคนผิวแข็งแรง
ค่า PA คืออะไร? PA+, PA++, PA+++, PA++++ ต่างกันยังไง
ค่า PA มาจากระบบมาตรฐานญี่ปุ่น (PA System: Protection Grade of UVA) ใช้บอกระดับการปกป้องรังสี UVA โดยดูจากค่า PPD (Persistent Pigment Darkening) หรือความสามารถของกันแดดในการชะลอการเกิดผิวคล้ำจาก UVA
สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้
- PA+
- ระดับการปกป้อง UVA: ต่ำ
- เหมาะกับ: การอยู่ในที่ร่มส่วนใหญ่ โดนแดดไม่มาก
- PA++
- ระดับการปกป้อง UVA: ปานกลาง
- เหมาะกับ: ใช้ในชีวิตประจำวัน เดินจากอาคารไปขึ้นรถ โดนแดดช่วงสั้นๆ
- PA+++
- ระดับการปกป้อง UVA: สูง
- เหมาะกับ: คนที่ต้องออกแดดกลางแจ้งพอสมควร หรือกังวลเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย
- PA++++
- ระดับการปกป้อง UVA: สูงมาก
- เหมาะกับ:
- อยู่กลางแดดจัดนานๆ
- ทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา ว่ายน้ำ ทะเล ภูเขา
- คนที่เป็นฝ้า กระง่าย หรือมีเมลาสมาอยู่แล้ว
- ผู้ที่ทำเลเซอร์/ทรีตเมนต์ผิวมาหมด ต้องระวังเรื่องแสงแดดมาก
โดยทั่วไป ผู้ผลิตมักจับคู่
- SPF30 / SPF50 กับ PA+++ หรือ PA++++
เพื่อให้ได้การปกป้องครบทั้ง UVA และ UVB
การเข้าใจค่า PA สำคัญมากสำหรับคนผิวแพ้ง่าย เพราะ UVA แม้ไม่ทำให้ผิวแดงทันทีเหมือน UVB แต่สะสมความเสียหายต่อเซลล์ผิว และกระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งทำให้ผิวอ่อนแอและแพ้ง่ายยิ่งขึ้น
PA+++ vs PA++++ เลือกแบบไหนดีกว่ากันสำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณ
PA+++ กับ PA++++ ต่างกันหลักๆ ที่ “ระดับความแน่นของเกราะป้องกัน UVA”
- PA+++ = high UVA protection
- PA++++ = very high UVA protection
ควรเลือกแบบไหน ลองดูตามไลฟ์สไตล์และสภาพผิว
เหมาะกับ PA+++
- ทำงานในออฟฟิศ อยู่ในอาคารเป็นส่วนใหญ่
- เดินออกแดดแค่ช่วงสั้นๆ เช่น เดินไปกินข้าว ขึ้นรถไฟฟ้า
- ผิวไม่ค่อยเป็นฝ้า กระ แต่กลัวหมองคล้ำ
- ผิวแพ้ง่ายแต่ไม่ค่อยแดงง่ายเวลาตากแดด
ตัวอย่างกันแดดสูตรเบาบาง ที่ให้การปกป้องสูงและเหมาะกับการใช้ทุกวัน เช่น
- กันแดดเนื้อ water fresh บางเบา ซึมไว ไม่อุดตัน เช่นกลุ่ม Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen หรือสูตร Advanced Invisible Water Fresh ที่ให้ความรู้สึกเบาสบายเหมือนไม่ทา เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวมัน/ผิวผสม
เหมาะกับ PA++++
- ทำงานกลางแจ้ง เจอแดดจัดบ่อย
- ทำกิจกรรม outdoor บ่อย เช่น วิ่งกลางแจ้ง ปั่นจักรยาน ปีนเขา เล่นน้ำทะเล
- มีปัญหา “ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำสิว” ชัด
- เพิ่งทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ เช่น IPL, Fractional laser, Peeling ที่ทำให้ผิวไวต่อแสง
- ผิวขาวหรือผิวบาง แดงไหม้แดดง่าย
ในกรณีนี้ควรมองหากันแดดที่
- SPF50 หรือ SPF50+
- PA++++
- กันน้ำ กันเหงื่อ
เช่นกันแดดสาย sport หรือสูตร Sensitive Airlight Total Protect ที่ช่วยรับมือเหงื่อและน้ำ เหมาะกับคนที่ต้องอยู่กลางแดดนานๆ และผิวแพ้ง่าย
สรุปง่ายๆ
- อยู่ในเมือง ทำงานออฟฟิศ → SPF30–50, PA+++ ก็เพียงพอในหลายกรณี
- ออกแดดจัด/กลางแจ้งบ่อย → SPF50+, PA++++ จะตอบโจทย์กว่า
วิธีเลือกกันแดด: ดูทั้ง SPF, PA และสภาพผิวให้ปกป้องได้ตรงจุด
สำหรับคนผิวแพ้ง่าย การเลือกกันแดดไม่ใช่ดูแค่ SPF สูงสุด แต่ต้องดู “ความอ่อนโยน + ไม่อุดตัน + ป้องกันได้ครบ”
1. เลือก SPF เท่าไรดี
- ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป: SPF30–50 เพียงพอ
- กลางแจ้งจัด/ทะเล/ภูเขา: SPF50–50+
- “SPF สูงมากๆ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่าเสมอไป หากเนื้อผลิตภัณฑ์เหนอะ ใช้ยาก หรือทาไม่ครบปริมาณจริง ก็ไม่ได้ปกป้องเต็มที่
2. ค่า PA ที่ควรมี
- ใช้ทุกวัน: แนะนำ PA+++ เป็นอย่างน้อย
- เน้นกันฝ้า กระ และริ้วรอย: เลือก PA++++ ถ้ามีให้เลือก
3. เลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพผิว
ผิวมัน/ผิวผสม/เป็นสิวง่าย
- เนื้อ: gel, water fresh, fluid บางเบา ไม่เหนียว
- มองหาคำว่า: oil-free, non-comedogenic
- ส่วนผสมที่ช่วยลดโอกาสอุดตัน/ควบคุมมัน เช่น Niacinamide, Zinc PCA
ผิวแห้ง/แห้งลอก/ผิวขาดน้ำ
- เนื้อ: cream, lotion ที่มีมอยส์เจอร์
- เพิ่มสารเติมความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic Acid, Glycerin, Ceramide
- สามารถใช้คู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูง เช่น Kindness Happy Glow Antioxidant Radiance Moisturizer สำหรับคนที่อยากให้ผิวชุ่มฉ่ำและมีสารต้านอนุมูลอิสระเสริม
ผิวแพ้ง่าย/ผิวเป็นผื่น/ผิวแดงระคายเคือง
- พิจารณา “physical sunscreen” ที่มีสารกันแดดอย่าง Zinc Oxide, Titanium Dioxide หรือสูตร hybrid ที่อ่อนโยนต่อผิว
- หลีกเลี่ยงน้ำหอมจัด แอลกอฮอล์แรงๆ สีสังเคราะห์
- มองหาคำว่า: sensitive skin, hypoallergenic, tested on sensitive skin
- กันแดดอย่าง Kindness Freedom Sensitive Airlight Total Protect เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะออกแบบให้เบาสบายและช่วยลดโอกาสระคายเคือง
ผิวหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใส
- เลือกกันแดดที่ผสมสารบำรุงผิวให้ใส เช่น Niacinamide, Vitamin C derivatives
- ตัวอย่างเช่นสูตรที่ช่วยให้ผิวดูโกลว์และเรียบเนียนขึ้นทันทีที่ทา เช่น Kindness Freedom Beauty Bright Up Protect Sunscreen หรือใช้ร่วมกับเซรั่มวิตามินซี เช่น Kindness Bright Side Vitamin C Serum ตอนกลางคืน ช่วยเรื่องรอยดำสิวและความหมองคล้ำ
เคล็ดลับใช้กันแดดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งหน้าและตัว
แม้จะเลือก SPF และ PA ได้ดีแค่ไหน ถ้า “ทาไม่ถูกวิธี” ประสิทธิภาพการกันแดดก็ลดลงอย่างมาก
1. ทาปริมาณให้พอ
สำหรับใบหน้าและลำคอ
- ปริมาณโดยประมาณ: 2 ข้อนิ้วชี้ + นิ้วกลาง หรือประมาณ 1–1.5 กรัม
- ถ้าใช้วิธี “สองนิ้ว” (two-finger rule) ให้บีบกันแดดเป็นเส้นยาวเต็มความยาวนิ้วชี้และนิ้วกลาง
สำหรับลำตัว
- ใช้ประมาณ 1 ช้อนชา ต่อส่วน (แขนสองข้าง, ขาสองข้าง, ลำตัวด้านหน้า, ด้านหลัง)
2. ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง เมื่อเจอแดด
- ถ้าอยู่ในออฟฟิศ ไม่โดนแดดจัด: ทาเช้าครั้งเดียวอาจพอ แต่ถ้าออกไปข้างนอกควรทาซ้ำ
- หากเหงื่อออกมาก เล่นกีฬา หรือโดนน้ำ: ทาซ้ำบ่อยขึ้นทุก 1–2 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ากันแดดไม่กันน้ำ
3. ทากันแดดเป็น “ขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ตอนเช้า”
ลำดับโดยทั่วไปสำหรับคนผิวแพ้ง่าย
- คลีนเซอร์อ่อนโยน (เช้าอาจใช้น้ำเปล่าร่วมกับคลีนเซอร์เนื้ออ่อนโยน)
- Toner / Essence (ถ้าใช้)
- เซรั่มบำรุง เช่น Niacinamide หรือ Vitamin C สำหรับคนที่ต้องการลดรอยดำ
- มอยส์เจอร์ไรเซอร์
- กันแดด (ขั้นตอนสุดท้ายก่อนแต่งหน้า)
หากแต่งหน้า
- รอให้กันแดดเซ็ตตัว 5–10 นาที ก่อนลงรองพื้น/คุชชั่น เพื่อให้ฟิล์มกันแดดคงตัวดี
4. ทำความสะอาดผิวทุกวัน
สำหรับคนผิวแพ้ง่าย ที่ใช้กันแดดเป็นประจำ (โดยเฉพาะสูตรกันน้ำ)
- ตอนเย็นแนะนำใช้ “cleansing” อ่อนโยนช่วยละลายกันแดดและเมคอัพ เช่น Kindness Easy Peasy Makeup Melting Cleanser แล้วตามด้วยโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยนอีกครั้ง (double cleansing แบบไม่รุนแรง)
- หลีกเลี่ยงการถู/ขัดหน้าแรงๆ เพราะจะทำลายเกราะป้องกันผิวและทำให้ผิวบาง แพ้ง่ายขึ้น
5. เสริมเกราะป้องกันผิว (skin barrier)
ผิวแพ้ง่ายมักมี barrier อ่อนแอ จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่
- มี Ceramide, Cholesterol, Fatty Acids
- ไม่มีแอลกอฮอล์รุนแรง น้ำหอมจัด สีสังเคราะห์
เมื่อเกราะผิวแข็งแรง ผิวจะทนต่อแดดและมลภาวะได้มากขึ้น ลดโอกาสระคายเคืองจากกันแดด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า PA และการเลือกกันแดด
Q1: ผิวแพ้ง่ายควรเลือก PA+++ หรือ PA++++ ดี?
ถ้าใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ในอาคารเป็นหลัก PA+++ ก็เพียงพอ แต่ถ้าคุณ
- มีฝ้า กระ รอยดำชัด
- ทำเลเซอร์หรือผลัดเซลล์ผิวบ่อย
- ต้องออกแดดกลางแจ้งบ่อย
แนะนำขยับไปใช้ PA++++ เพื่อกัน UVA ได้เต็มที่ขึ้น และอย่าลืมเลือกสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย เช่น ไม่มีน้ำหอมจัด ไม่มีแอลกอฮอล์แรง และผ่านการทดสอบการระคายเคือง
Q2: ถ้าทา PA++++ แล้ว ยังจำเป็นต้องใส่หมวกหรือกางร่มไหม?
จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกันแดด “ลด” ปริมาณรังสีที่เข้าสู่ผิว แต่ไม่ได้ “กัน 100%” เสมอไป การใช้หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด ร่มกันยูวี เสื้อแขนยาว หรือเสื้อผ้ากัน UV จะช่วยลดภาระของผิวและกันแดด ทำให้ผิวไม่ถูกรังสี UV แบบเต็มๆ
Q3: ผิวมัน เป็นสิวง่าย กลัวอุดตัน เลือกกันแดดยังไงดี?
ลองดูแนวทางนี้
- เลือกเนื้อ: water-based, gel, fluid บางเบา เช่นกันแดดเนื้อ water fresh ที่ซึมไว
- มองหาคำว่า “non-comedogenic” “oil-free”
- เลี่ยงกันแดดเนื้อหนา มันจัด หรือมีซิลิโคนหนักๆ ถ้าเคยอุดตันง่าย
- อย่าลืมล้างออกให้สะอาดทุกคืน ด้วยคลีนซิ่งอ่อนโยน + โฟมล้างหน้าอีกขั้นตอน
กลุ่มกันแดดสูตรเบาบางอย่าง Kindness Freedom Invisible Water Fresh Sunscreen หรือสูตร Advanced Invisible Water Fresh มักตอบโจทย์ผิวมันและผิวแพ้ง่าย เพราะออกแบบให้ไม่หนักหน้าและลดโอกาสอุดตัน
การเลือกกันแดดให้เหมาะกับค่า SPF, PA และสภาพผิวของตัวเอง จะช่วยให้ผิวได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ ลดโอกาสระคายเคืองสำหรับคนผิวแพ้ง่าย และเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีผิวแข็งแรง ดูอ่อนเยาว์ในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งทรีตเมนต์หนักๆ บ่อยเกินไป
